การเลี้ยงปลาดุก

 

เงินลงทุน : ครั้งแรกประมาณ 20,000 บาท (ค่าพันธุ์ปลาขนาด 3-5 เซนติเมตร ราคา 0.20 บาท/ตัว) เครื่องสูบน้ำ ราคา 7,000 บาท รายได้ : ประมาณ 30,000 บาท/รุ่น วัสดุ/อุปกรณ์ : บ่อดิน พันธุ์ปลา เครื่องสูบน้ำ อวน สวิง แหล่งจำหน่ายพันธุ์ปลา : ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาทั่วไป สถานีประมงน้ำจืดจังหวัด (กรมประมง) วิธีดำเนินการ : วิธีการเพาะปลาดุก 1. การเตรียมสถานที่ ควรทำสถานที่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาพธรรมชาติที่ปลาดุกวางไข่ ใช้บ่อซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 10 เมตร ลึก 75 เซนติเมตร ทั้งนี้เพื่อการดูแลได้สะดวกบริเวณของบ่อเพาะพันธุ์ควรตั้งอยู่ในทำเลที่ เงียบสงัดห่างไกลจากการรบกวน 2. เตรียมที่วางไข่ธรรมชาติของปลาดุกเป็นปลาที่ชอบวางไข่ตามโพรงริมตลิ่ง บ่อที่ใช้ในการเพาะปลาดุกจึงควรขุดโพรงที่ริมบ่อ หรือคูให้มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำประมาณ 20 เซนติเมตร ให้ปากโพรงกว้างประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 35 เซนติเมตร ที่ก้นโพรงควรทำให้เป็นแอ่งกว้างกว่าที่ปากโพรงเล็กน้อย 3. อัตราส่วนการปล่อยพ่อแม่ปลา ควรใช้พ่อแม่พันธุ์ขนาดใหญ่ประมาณ 10 คู่ ต่อเนื้อที่บ่อ 200 เมตร 4. การวางไข่และการผสมพันธุ์ หลังจากที่ได้ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ไว้ประมาณ 3-7 วัน ปลาดุกสามารถวางไข่ด้ประมาณ 2 ครั้ง/ฤดู ปลาดุกคู่หนึ่งสามารถให้กำเนิด ลูกปลา ได้ประมาณ 2,000-5,000 ตัว การอนุบาลลูกปลาในบ่อดิน บ่อควรมีขนาด 2-3 ตารางเมตร ลึกประมาณ 60 เซนติเมตร และควรปล่อย ลูกปลาขนาดเล็กลงเลี้ยงประมาณ 10,000 – 30,000 ตัว การเลี้ยงปลาดุกขนาดใหญ่ 1. การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงปลาดุก ควรจะได้พิจารณาเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เนื่องจากปลาดุกมีนิสัยชอบหนีออกจากบ่อเลี้ยง โดยทั่วๆ ไป ผู้เลี้ยงปลาดุกมักนิยมล้อมขอบบ่อด้วยรั้วไม้รวก หรือเฝือก ซึ่งมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร 2. อัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง ในเนื้อที่ 1 ตารางเมตร ควรปล่อยปลาที่มีขนาดยาว 5-7 เซนติเมตร ประมาณ 60 ตัว ถ้าปลามีขนาดเล็กกว่านี้ควรปล่อยประมาณ ตารางเมตรละ 70 ตัว ไม่ควรปล่อยให้มากเกินไปจนแน่น จะทำให้ปลาเติบโตช้า และทำอันตรายกันเอง อาหารและการให้อาหาร ก. อาหารลูกปลา ลูกปลาซึ่งมีถุงไข่แดงยุบหมดแล้ว ควรจะให้อาหารจำพวกไรน้ำต่อไปประมาณ 5-7 วัน ในเวลาเช้าและเย็น ต่อจากนั้นก็ให้อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้แก่ 1. อาหารจำพวกแมลง เช่น ปลวก ลูกน้ำ ไรน้ำ ฯลฯ 2. เนื้อสัตว์ เช่น เศษเนื้อวัว ควาย ปลา ไส้เป็ด ไส้ไก่ เลือดและเครื่องใน ฯลฯ 3. เนื้อกุ้ง หอย และปูต่าง ๆ 4. เนื้อสัตว์จำพวกกบ เขียด และอื่น ๆ อาหารปลาใหญ่ ปลาดุกเป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งเนื้อและผัก ซึ่งแบ่งได้ ดังนี้ 1. อาหารจำพวกเนื้อ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมตามแต่จะหาได้ หรือ เครื่องใน เช่น เครื่องในของโคและสุกร ตลอดจนเลือดสัตว์ และพวกแมลง เช่น ปลวก หนอน ตัวไหม และไส้เดือน ฯลฯ 2. อาหารจำพวกพืช ได้แก่ รำข้าว ปลายข้าว กากถั่ว กากมัน แป้ง แป้งข้าวโพด แป้งมัน และผักต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มอาหารหรืออาจจะให้มูลสัตว์ เช่น มูลไก่ มูลหมู มูลแพะ ฯลฯ โดยจัดตั้งคอกเลี้ยงสัตว์นั้นๆ ให้อยู่ใกล้กับบ่อปลา การจับปลา ปลาดุกที่นิยมซื้อขายกันในท้องตลาดนั้นเป็นปลาขนาดพองาม ประมาณ 3-5 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ปลาดุกขนาดดังกล่าวนี้ มีอายุประมาณ 6 เดือน ถึง 8 เดือน ตลาด/แหล่งจำหน่าย : ตลาดสดทั่วไป องค์การสะพานปลา โรงงานแปรรูปและร้านอาหารต่าง ๆ สถานที่ให้คำปรึกษาแนะนำ : 1. กองประมงน้ำจืด กรมประมง โทร. 02- 5798561 2. สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดทุกจังหวัด และศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืด ข้อแนะนำ : วิธีการป้องกันรักษาไม่ให้ปลาดุกเป็นโรค ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องพยายามทำให้ปลาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงอยู่เสมอ โดยวิธีปฏิบัติดังนี้ 1. พยายามถ่ายน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันน้ำเสียและเป็นการรักษาสภาพความเป็นกรดด่างของน้ำ 2. กำจัดโรคพยาธิที่เกาะตามตัวปลาโดยใช้ฟอร์มาลินและดิพเทอร์เร็กซ์ใส่ลงในน้ำ 3. ควรบดอาหารให้ละเอียดและเหนียว จะทำให้อาหารที่เหลือลอยขึ้นสู่ ผิวน้ำ ไม่จมลงไปเน่าอยู่ที่ก้นบ่อ

 ปลาดุก

ปลา ดุกอุย หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “ปลาดุกบิ๊กอุย” เป็นปลาที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลาดุกรัสเซียกับปลาดุกอุย โดยใช้ปลาดุกรัสเซียเพศเมีย และปลาดึกอุยเพศผู้ ลูกปลาจะมีลักษณะไกล้เคียงกับปลาดุกอุยมาก คืออัตราการเจริญเติบโตสูง และมีความทนทานต่อโรคสูง เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมาก และมีการบริโภคกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีรสชาติดี ราคาก็ถูก คุณนิรันดร์ เจริญยิ่ง เกษตรกร หมู่ที่ 10 บ้านท่าแซะ ต.ท่าเคย อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ได้รวมกลุ่มสมาชิกเศรษฐกิจพอเพียงชุมชน จำนวน 20 ราย โดยระดมทุนในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อมาดำเนินการเลี้ยงปลาดุกอุย โดยเริ่มดำเนินการขุดบ่อปลาขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร ลึก 60 เซนติเมตร จำนวน 20 บ่อ คุณนิรันดร์ กล่าวต่อไปว่า การเลี้ยงปลาดุกอุยครั้งแรกประสบความสำเร็จและได้ดีมีการเลี้ยงปลาในบ่อ พลาสติกจากหมู่บ้านข้างเคียงและได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการปรับสภาพน้ำ ของการเลี้ยงปลาดุกอุยหลายแหล่ง หลังจากนั้น ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลท่าเคยได้เชิญเจ้าหน้าที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีตามโครงการชีววิถี ได้มาให้เกร็ดความรู้เรื่องการใช้ EM ในการเลี้ยงปลาดุกอุยและการเลี้ยงสัตว์ คุณนิรันดร์ กล่าวว่า การเตรียมบ่อเลี้ยงปลาครั้งแรก ใส่น้ำลงในบ่อพลาสติกประมาณ 70 ลูกบาศก์เมตร และน้ำ EM จำนวน 40 CC พร้อมน้ำเปล่า 30 ลิตร ผสมกากน้ำตาล 40 CC หมักไว้ 1 อาทิตย์ แต่ต้องใช้ให้หมดภายใน 15 วัน โดยน้ำ EM ขยายใช้แล้ว จำนวน 8 ลิตร ใส่ลงไปในบ่อพลาสติกทิ้งเอาไว้ประมาณ 4-5 วัน แล้วนำปลามาปล่อยในบ่อที่เตรียมไว้ โดยอัตราการเลี้ยง 1 บ่อ เลี้ยงปลาได้ 1,000 ตัว การใช้ EM ขยาย ใช้ 2 ลิตร/สัปดาห์ เพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย โดยไม่ต้องเปลี่ยนน้ำตลอดจนถึงจับจำหน่าย การเลี้ยงใช้เวลาในการเลี้ยงปลาประมาณ 3 เดือน (1 ปีเลี้ยงได้ 3 รุ่น) ยกเว้นช่วงฤดูหนาว เนื่องจากปลาไม่เจริญเติบโตและเกิดโรคระบาดได้ง่าย ทำในช่วงฤดูดังกล่าวถือว่าเป็นการตากบ่อทิ้งไว้สำหรับการเลี้ยงปลากรุ่นต่อ ไป การให้อาหารปลา การเลี้ยงปลา 1 รุ่น ใช้เวลา 3 เดือน อาหารเสริม (ไส้ไก่ ไก่บด) ให้อาหารสำเร็จรูปโปรตีน 2 กระสอบ โดยให้วันละ 2.5 กก./1 มื้อ/ 1,000 ตัว วิธีป้องกันและกำจัดโรค 1) ควรใช้ EM ขยาย จำนวน 2 ลิตร/สัปดาห์ 2) ชื้อพันธุ์ปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าเป็นปลาแข็งแรง และปราศจากโรค 3) หมั่นตรวจดูอาการของปลาอย่างสม่ำเสมอถ้าเห็นอาการผิดปกติต้องรีบหาสาเหตุและ แก้ไขโดยเร็ว 4) อย่าให้อาหารจนเหลือ หรือมากเกินไป การจับปลา เมื่อเลี้ยงปลาดุกได้ประมาณ 3 เดือน ปลาจะมีขนาด 250-300 กรัม/ตัว โดยมีอัตรารอดตาย 85- 90% น้ำหนักประมาณ 212.5 กก./1 บ่อ คิดมูลค่าประมาณ 7,400-7,500 บาท ขายปลีกในกก. ละ 40 บาท และขายส่งให้พ่อค้า กก.ละ 35 บาท การลงทุน คุณนิรันดร์ กล่าวว่า การลงทุนครั้งแรก ลงทุน 1,700 บาท ซึ่งบ่อพลาสติกรองพื้นเป็นวัสดุถาวรใช้ได้นานประมาณ 2-3 ปี แผ่นละ 350 บาท จำนวนปลา 1,000 ตัวๆ ละ 1 บาท เป็นเงิน 1,000 บาท ค่าอาหารสำเร็จรูปโปรตีน จำนวน 2 กระสอบๆ ละ 380 บาท เป็นเงิน 760 บาท อาหารเสริมใช้ได้ ได้แก่ ไก่บด 60 กก. ๆ ละ 4 บาท 340 บาท ค่าสาร EM 1 ลิตรๆ ละ 80 บาท กากน้ำตาล 25 กก.ๆ ละ 10 บาท เป็นเงิน 250 บาท แต่ในการลงทุนครั้งต่อไปต้นทุนลดลงเรื่อยๆ คงเหลือแต่ซื้อพันธุ์ปลา หัวอาหารและสาร EM เท่านั้น นายพัชรินทร์ รักษาพราหมณ์ เกษตรอำเภอท่าฉาง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการเลี้ยงปลาดุกของเกษตรกรบ้านท่าแซะ เป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี สำหรับการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในยุคปัจจุบันให้ใช้พื้นที่เพียง บางส่วนที่รกร้างว่างเปล่าทำให้เกิดประโยชน์และเกิดรายได้ต่อครอบครัวเป็น อย่างดี สามารถลดรายจ่ายในการบริโภคและสามารถเพิ่มรายได้ได้อีกทางหนึ่งและได้คัด เลือก ศูนย์ของคุณนิรันดร์ เจริญยิ่ง เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการ เกษตรประจำตำบลท่า

3
เลี้ยงปลาในกระชังมาตรฐานจีเอพี… สร้างอาชีพอย่างมั่นคง
เลี้ยงปลาในกระชังมาตรฐานจีเอพี… สร้างอาชีพอย่างมั่นคง

 

 

 

 

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว…เป็นข้อเท็จจริง ที่ทุกคนรู้ดีตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน แม้ว่าปัจจุบันปลาจะถูกส่งเสริมให้มีการ เลี้ยงในกระชังแล้วก็ตาม แต่เนื้อปลายังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเช่นเดิม เมื่อพูดถึงปลาแล้ว ปลาที่เกษตรกรเลี้ยงกันมากเพราะมีการส่งเสริมจากบริษัทเอกชนให้เกษตรกรเป็น ผู้เลี้ยง ซึ่งนั่นก็คือปลาทับทิม…

 

 

อยากรู้ว่าทำไมเขาเลี้ยงปลาทับทิมกัน เลี้ยงแล้วรวยหรือไม่ หรือมีแต่บริษัทเขารวย เมื่อ มีคำถาม จึงเดินทางไปหาคำตอบ ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงปลาทับทิมให้ประสบความสำเร็จ จากเดิมที่เคยมีอาชีพรับจ้าง แต่มา ณ บัดเดี๋ยวนี้เขาทำมาหากินด้วยการเลี้ยงปลาทับทิมทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นกว่าเดิม

 

 

มานะ อ่อนนิ่ม อายุ 31 ปี เกษตรกร หมู่ 6 ต.วังกะพี้ เจ้าของวาสนามานะฟาร์ม เล่าให้ฟังว่า ประมาณ 10 ปีก่อน เดิมมีอาชีพรับจ้าง มีเงินเดือนประมาณ 7,000 กว่าบาท แต่โดยส่วนตัวมีความสนใจเรื่องการเกษตรเป็นพิเศษ ก็มีการเลี้ยงปลาดุกควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีรายได้จากการเลี้ยงปลาดุก 4,000 บาทต่อเดือน พอดีช่วงนั้นในพื้นที่ใกล้กันเริ่มมีคนเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ก็รู้สึกสนใจ อีกทั้งมีความพร้อมด้านสถานที่ด้วย เนื่องจากมีที่ดินติดแม่น้ำน่าน และอยู่ใต้เขื่อนสิริกิติ์ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ

 

 

มานะเริ่มเลี้ยงเมื่อปี 2543 เริ่มต้นด้วยจำนวน 4 กระชัง ปัจจุบันมีถึง 93 กระชัง (หากรวมกระชังที่เลี้ยงอยู่ที่บ้านด้วยก็ 120 กระชัง) ปลาที่เลี้ยงนอกจากปลาทับทิมแล้ว ยังมีปลากดหลวงอีกด้วย 10 กระชัง ทำไมต้องเลี้ยงปลากดด้วย มานะบอกว่า ปลากดมันกินปลาตายด้วย ให้ปลากดกินปลาทับทิมที่ตายดีกว่าทิ้งไปทำให้แม่น้ำเน่าเหม็นเปล่า ๆ ก็เลยต้อง เลี้ยงปลากดเพื่อให้กินปลาทับทิมที่ตาย ทำไม ปลาทับทิมที่เลี้ยงถึงมีตาย มานะให้เหตุผลที่คลาสสิก ของสมัยนี้มากเลยคือ เพราะ สภาวะโลกร้อน…

 

 

มานะเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้ฟังว่า เลี้ยงปลา ดุกอยู่ปีหนึ่ง แล้วไม่ได้กำไรเลย พอดีได้รู้จักกับทางซีพีเอฟที่เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงปลา ซึ่งมีเพื่อน ๆ เลี้ยงอยู่ด้วย ก็ตัดสินใจร่วมเลี้ยง ในส่วนของคนที่เลี้ยงต้อง คอยเอาใจใส่ ซึ่งผมจะให้ความสำคัญกับการจัด การต่าง ๆ ที่ได้รับคำแนะนำจากทางบริษัท และตัวแทนจำหน่ายที่จะคอยเข้ามาดูแลเราตลอดการเลี้ยง ทั้งวิธีการเลี้ยงและเทคนิคใหม่ ๆ รวมถึงการป้องกันโรคของปลา และช่วยจัดการด้านตลาด

 

 

สำหรับกระชังเลี้ยงปลารวม 93 กระชัง นี้ สามารถเลี้ยงปลาได้ 7,000 กิโลกรัมต่อเดือน โดยรับลูกพันธุ์ปลาที่มีขนาดประมาณ 30 กรัมต่อตัว จากผู้แทนจำหน่ายมาเลี้ยงเป็นเวลา 4 เดือน ก็จะได้ปลาขนาดประมาณ 700-800 กรัม ต่อตัว ทำให้มานะมีรายได้ถึงเดือนละประมาณ 70,000 กว่าบาท อันเป็นกำไรล้วน ๆ ที่หักต้นทุนเรียบร้อยแล้ว

 

 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ มานะ บอกว่า ใหม่ ๆ ก็ยากเหมือนกัน จะต้องศึกษาตลอด เพราะว่าสภาพน้ำจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะธรรมชาติ จึงไม่สามารถควบคุมได้

 

 

แต่ด้วยความใส่ใจกับการเลี้ยง และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับอย่างเคร่งครัด ทำให้ผลผลิตของเขา (คือปลา) ได้รับใบรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดี หรือ GAP (Good Aquaculture Practice in Aquatic Animal producing) จากกรมประมงด้วย

 

 

แม้ว่ามานะจะมีใบรับรองที่เปรียบเสมือน ใบผ่านทางแล้ว เขายังคงมีโครงการที่จะพัฒนา การเลี้ยงที่สามารถลดความเสี่ยงจากธรรมชาติ ด้วยการเตรียมสร้างบ่อพีอี (สำหรับบ่อพีอีคือ บ่อ ดินที่ปูด้วยโพลีเอท ทีลีน-Polyethylene, PE) เพื่อเลี้ยงปลาด้วยเพื่อให้อาชีพนี้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น ที่ทางบริษัทเขามาส่งเสริมให้เลี้ยงแบบพัฒนาเพราะปกติหากเลี้ยงในน้ำ ธรรมชาติ พอหน้าฝนเราจะเจอปัญหาเรื่องน้ำขุ่น น้ำแดง ส่งผลให้ปลาไม่โต ปลาโตช้าเราก็เลยมาจัดแบบปลา ในบ่อดินแบบพัฒนาเพราะเราสามารถควบคุมน้ำได้ หากเลี้ยงอยู่ในแม่น้ำ ธรรมชาติควบคุมเรา…คำตอบออกไปในแนวปรัชญาเชียวนะนี่

 

 

สำหรับคนเห็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จ แล้ว อยากจะเลี้ยงมั่งต้องทำอย่างไร มานะแนะ ว่า ต้องดูพื้นที่ มีทำเลที่เหมาะสม และต้องมีความอดทน.

ใส่ความเห็น